Showing posts with label เอสเปรสโซ. Show all posts
Showing posts with label เอสเปรสโซ. Show all posts

12.9.10

Mosaic Generation 2


เครื่องชงกาแฟ Reneka Mosaic Generation 2 พร้อมออกสู่ตลาด 3 รุ่นในเดือนตุลาคม 2553 นี้ ได้แก่
mosaic 1 หัวชง
mosaic Bistro 2 หัวชง
mosaic Barista HP 2 หัวชง หม้อต้มใหญ่พิเศษ

ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวของ Mosaic ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลกในปีที่ผ่านมา และจากการออกตลาดมาสักระยะหนึ่ง Reneka ได้มีการปรับปรุงคุณภาพของ Mosaic ให้ดีขึ้นอีกด้วยการระดมสมองจากทีมวิศวกรในการปรับปรุงระบบไฮโดรลิกภายในทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานในการใช้งาน

ส่วนภายนอก Mosaic G2 เลือกใช้กรอบสีดำ แทนสีเทาเข้มเดิม เพื่อให้ตัดกับฝาข้างทั้งสี่ด้าน ทำให้สวยกว่าเดิม มีสีให้เลือก 2 สีคือ แดงเบอร์กันดี และสีขาวมุข ( เฉพาะรุ่น Barista HP ฝาข้างเป็นสแตนเลสขัดเงาเท่านั้น)

ตอกย้ำความมั่นใจในประสิทธิภาพและความทนทานที่สูงขึ้น ด้วยระยะเวลารับประกันอะไหล่ 2 ปีเต็ม


สนใจสั่งจองและทดลองใช้เครื่องได้ที่ P&F Coffee Limited, ถนนพญาไท , กรุงเทพฯ โทร. 02245 7999 , 08 6789 2699 หรือ www.pnfcoffee.com

16.9.08

ทำไมต้องกาแฟอินเดีย

Coffee shade grown : Robusta Butter Cup Bold

บริษัทกาแฟ P&F ได้เลือกใช้กาแฟจากประเทศอินเดียมาเป็นเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา และพบกับคำถามมาตลอดว่าทำไมถึงต้องใช้กาแฟอินเดีย ในปีแรก กาแฟ P&F เลือกใช้กาแฟอราบิก้า Monsoon Malabar ที่ให้ความนุ่มนวลต่อรสชาติ Characterของกาแฟแบบ Buttery เวลาดื่มเหมือนมีเนยคลุมลิ้นและออกกลิ่นคล้ายถังไม้ผุๆ รวมทั้งใช้กาแฟโรบัสต้า ทั้งกระบวนการผลิตสารกาแฟแบบเปียกและแบบแห้งในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเข้มข้นของน้ำกาแฟโดยไม่แสดงกลิ่นและรสชาติของโรบัสต้ามากนัก การเบลนด์กาแฟในปีแรกทำให้กาแฟคั่วของ P&F Espresso เบลนด์เป็นกาแฟสไตล์อิตาลีที่ประทับใจชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก
ทัศนียภาพภายในสวนแบบ Organic :Organic coffee Plantation
เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน กาแฟ P&F ยังไม่ได้หยุดอยู่กับที่เรายังปรารถนากาแฟเบลนด์ที่ดีกว่าที่เป็นและมั่นใจว่าต้องทำได้ จึงได้พัฒนากระบวนการเสาะแสวงหาแหล่งเมล็ดกาแฟดิบจากประเทศอินเดียที่คิดว่าต้องดีกว่าเดิม เริ่มจากการเข้าอบรมการชิมกาแฟกับอาจารย์ที่มีอาชีพด้านการชิมระดับโลกจากประเทศอินเดีย Madam Sunalini Menon และถือว่าเป็นโชคดีของกาแฟ P&F ที่ได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าที่มีอุดมการณ์ในการสร้างตราสินค้าของตนเองจากเมล็ดกาแฟดิบ ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จต่อการตั้งใจนั้นเป็นอย่างดี กาแฟ P&F ได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสวนกาแฟของ Palthope Estate ที่ Croog ได้พูดคุยได้รับรู้วิสัยทัศน์ของการพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟดิบทำให้รู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก จนเป็นแรงบันดาลใจในการที่จะกลับมาแบ่งปันความรู้ที่ได้ให้กับผู้ปลูกกาแฟของไทย
ที่ว่าโชคดีมิใช่เพียงจากเดิมที่สั่งซื้อจากผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศอินเดีย มาเป็นซื้อโดยตรงจากผู้ปลูกกาแฟเท่านั้น หากยังได้มีโอกาสร่วมชั้นอบรมชิมกาแฟกับทายาทของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศอินเดียที่มีพื้นที่ปลูกกาแฟอราบิก้าของตนเองและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศอินเดียเลยทีเดียว นับว่ากาแฟ P&F เป็นบริษัทกาแฟแห่งแรกของไทยที่ซื้อกาแฟโดยตรงจากผู้ปลูก ความโชคดีที่ว่านี้มิใช่เพียงการซื้อจากผู้ปลูกกาแฟโดยตรง (Direct Trade) เท่านั้น คุณภาพกาแฟจากทั้ง 2 แหล่งคือโรบัสต้าและอราบิก้าที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นล้วนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งรางวัลคุณภาพกาแฟดิบนั้นได้รับจากโรงคั่วกาแฟระดับโลกอย่าง illy หลายปีติดต่อกันถือเป็นการการันตีคุณภาพได้เป็นอย่างดี


ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กาแฟ P&F ได้คั่วชิมทดสอบพบว่ากาแฟอราบิก้า Plantation A นั้นจะมีลักษณะ Faded เล็กน้อยแต่ยังให้ Character ของกลิ่นที่คล้ายกาแฟจากประเทศบราซิลที่ กาแฟ P&F ได้เคยนำมาเบลนด์ในปีที่ผ่านมา ความพิเศษที่เหนือกว่าตรงที่กาแฟอราบิก้า Plantation A นั้นให้ Charactor ที่ Buttery ออกนมเนยมากกว่าเมล็ดกาแฟจากบราซิลที่เคยใช้ Body มากจนน่าทึ่งทั้งๆที่เป็นอราบิก้าที่ผ่านกระบวนการแบบเปียก หากเมื่อเทียบกับการใช้ อราบิก้า Monsoon Malabarที่เคยใช้นั้นน้ำกาแฟที่ได้เข้มข้นใกล้เคียงกันในขณะที่ครั้งนี้ไม่มีความเป็นไม้ผุให้รู้สึก แต่กลับรู้สึกหวานลิ้นเนื่องจากมีความสด Acidy มากกว่าทั้ง เมล็ดกาแฟบราซิลและ Monsoon Malabar

สรุปผลรวมของ Flavour (Aroma+Body+Acidy) ที่ได้มีรสชาติมากกว่าเรียกได้ว่า Tasty พอสมควร ในขณะที่ Aroma ที่ได้เจือกลิ่น Spicy แบบเครื่องเทศอินเดีย เหตุผลว่าทำไมต้องใช้กาแฟอินเดียคงพอจะประมาณได้ว่า ดีกว่า แหล่งปลูกใกล้ประเทศเรามากกว่า (เอเชียด้วยกัน)เรื่องราคาหรือต้นทุนยังไม่ใช่ประเด็นสำหรับบทความนี้เพราะเราต้องการเพียงคุณภาพที่ดีขี้นเท่านั้น



























14.7.08

Fun competition latte art



ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมารู้สึกเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายในชีวิตทั้งเรื่อง ข้าวยากหมากแพง อะไรต่อมิอะไร ทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออก เผอิญเพื่อนจากต่างแดนแวะมาเยี่ยม ด้วยความรู้สึกตึงเครียดกับภาระงานเช่นเดียวกัน จึงคิดเล่นอะไรที่คลายเครียดกัน วันนั้นเราคุยกันเรื่องการแข่งขันชิงแชมป์ลาเต้อาร์ตที่ โคเปนเฮเกน ซึ่งแชมป์ปีนี้ได้แก่ Con Haralambopoulos, Australia แต่ที่น่าประทับใจเห็นจะเป็น Kira Malchenko จาก RUSSIA ที่เทลาเต้อาร์ตสองมือเป็นที่ตื่นตาตื่นใจจนได้รองแชมป์ไปแล้ว กติกาที่ใช้แข่งกันคือ ผู้เข้าแข่งขันจากไทย และฮ่องกง ห้ามดูภาพใดๆของการแข่งขันให้จินตนาการเอาเองว่าเทอาร์ตสองมือมันควรจะเป็นหน้าตาอย่างไร
During the past few months, I'm quite bored with my life from (again) the world economy crisis and Thailand's politics. Last 2 weeks my friend from HongKong visit my office and we talked about "World Latte Art Championship 2008" Con Haralambopoulos from Australia. But the girl from Russia, Kira Malchenko, made us very impressed from her 2 hands rosetta. Yes, we suddenly have decided to have a fun competition with 2 hands by imagin.



ในรอบแรก มีผู้เข้าแข่งขันสามคนแบบสองรุมหนึ่ง คือบาริสต้านาง , ตัวข้าพเจ้าเอง (พี่ไนซ์) จากไทย และ เพื่อนข้าพเจ้า Felix จาก HongKong ผลรอบแรกของข้าพเจ้าสวยที่สุด (แบบประมาณฟลุค) ในรอบสองมีเพื่อนข้าพเจ้าขอแก้ตัวอีกครั้งปรากฏว่าสวยกว่ารอบแรกมาก ส่วนตัวแทนจากไทยพอใจแล้ว (ที่จริงกลัวรอบต่อไปมันจะแย่กว่าเดิม) หมายเหตุวีดีโอของบาริสต้าถูกเจ้าตัวขอร้องมิให้แพร่ภาพเกรงจะถูกลอกเลียนแบบ (ล้อเล่น)




In the first round I and my barista (Miss Nang) from Thailand and Mr. Felix from Hongkong. And the first round is me. Yeh!!! (I'm not dare to try again, perhaps it becomes more poor)











สองรอบผ่านไปขอตัดสินให้เพื่อนของข้าพเจ้าชนะเลิศ And the winner is Mr. Felix from HongKong












รางวัลของการแข่งขันในครั้งนี้คือรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีค่าย ไม่มีกลุ่ม มีแต่คนรักกาแฟ บ้ากาแฟ และคุยเฉพาะเรื่องกาแฟ
บทความนี้ถึงจะไม่ได้ให้อะไรคนอ่านนัก แต่หวังใจว่าคงเป็นหนทางหนึ่งที่จะกระตุ้นให้คนเบื่อๆแบบข้าพเจ้าลุกขึ้นมาทำอะไรแบบฮาๆ ก็จะดีมิใช่น้อย





The reward of this competition is only smile , laughing... no arguement, no battle.... just talk about coffee and coffee. I wish my blog will let someone get start to do something fun as me but heal any bad situation to be better.





18.7.07

grinder is essential

ในหลัก 4 M ที่เป็นหัวใจของการทำ italian espresso ที่ดี M ตัวหนึ่งในนั้นคือ macina dosatori หรือเครื่องบดนั่นเอง เนื่องจากการคั้นกาแฟแบบเอสเปรสโซเราต้องการกาแฟที่บดละเอียดมาก หากเครื่องบดไม่ได้ถูกออกแบบหรือถูกผลิตมาเป็นอย่างดีแล้ว คุณภาพของกาแฟในถ้วยจะไม่สามารถแสดงความอร่อยมหัศจรรย์ออกมาได้เลย

P&F COFFEE ได้เลือกจำหน่ายเครื่องบด eureka ที่ผลิตจากฟิเรนเซ่ อิตาลี หลายคนอาจไม่คุ้นหูมาก่อน หากแท้ที่จริงแล้ว eureka เป็นผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญการผลิตเครื่องบดสำหรับเอสเปรสโซมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งภายใต้แบรนด์ eureka เอง รวมถึงภายใต้ตราสินค้าอื่น ในตลาดเมืองไทยเราอาจเห็นภายใต้ยี่ห้อ Nuova Simoneli ซึ่งอาจมีรายละเอียดของงานหรือ specification ที่ต่างไปบ้างเพื่อทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง แต่ eureka มิได้ทำได้แต่เพียงเรื่องลดต้นทุนเท่านั้น หากเราต้องการยอดเครื่องบดโดยไม่เกี่ยงต้นทุน eureka ก็สามารถผลิตให้ได้ ดังจะเห็นได้จากการผลิตให้ La Marzocco ยอดเครื่องเอสเปรสโซเพื่อนร่วมเมืองเดียวกัน เพื่อใช้เป็น sponsor ในการแข่งขัน world barista championship เมื่อปี 2004 ที่ Trieste ถิ่นเกิดของเอสเปรสโซ

La Marzocco เลือกใช้รุ่น MDL จาก eureka ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ใบมีดแบบ conic หรือแบบกรวย ให้อนุภาคของกาแฟบดสม่ำเสมอ บวกกับการปรับแบบ stepless โดยใช้ knob ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้ง่ายต่อการปรับความหยาบละเอียดของผงกาแฟ

โดยปกติแล้วในการแข่งขันระบบของ WBC จะอนุญาติให้ผู้แข่งสามารถนำเครื่องบดมาเองได้ หากไม่ต้องการใช้เครื่องที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ และสามารถใช้เครื่องบดได้ไม่เกิน 2 ตัว นอกจากนี้ผู้แข่งขันสามารถใช้เมล็ดกาแฟต่างกันได้ในแต่ละ catagory คือเอสเปรสโซ แคปปูชิโน่ และsignature drinks(แต่ catagory เดียวกันต้องใช้เมล็ดกาแฟตัวเดียวกัน) แต่จะเห็นว่าที่ผ่านมานั้น barista นิยมใช้เมล็ดตัวเดียว และเครื่องบดเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น อาจเพราะสะดวกสบายกว่าและไม่ยุ่งยาก

อย่างไรก็ตามในปี 2004 นั้นชัยชนะตกเป็นของบาริสต้าที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามนาม Tim Wendelboe โดยเขาได้ให้ความวางใจเลือกใช้ eureka ที่ผู้จัดการแข่งขันเตรียมไว้ให้ถึง 2 เครื่อง เพื่อเตรียมเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมทั้ง 12 ถ้วยกวาดคะแนนไปอย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นการแสดงที่ทำให้เห็นว่าการทำกาแฟเอสเปรสโซนั้นเป็นศิลปะขั้นสูงอย่างแท้จริง ภาพเหล่านั้นยังติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้บาริสต้ารุ่นต่อมาอีกมากมาย

3.7.07

pump pressure profiling


โดยทั่วไปการชงเครื่องดื่มจำพวกชาหรือกาแฟ "อุณหภูมิ" ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการสกัดคั้นรสชาติออกมา แต่ถ้าพูดถึงการชงด้วยเครื่องเอสเปรสโซซึ่งต้องใช้แรงดันของน้ำสูงมากๆ นอกจากอุณหภูมิในการคั้นแล้ว "ความดัน" ของน้ำยังเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
หากดูตามตำราเอสเปรสโซ ความดันของน้ำจะแนะนำให้ใช้อยู่ช่วงประมาณ 8.5 ถึง 9 บาร์ ซึ่งตามปกติโรงงานผู้ผลิตเครื่องจะปรับตั้งมาเป็นอย่างดี และผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องปรับอะไรอีก แต่สำหรับบาริสต้าที่คาดหวังคุณภาพสูงสุดยังอาจพยายามหาความแตกต่างของรสชาติ จากความดันการคั้นที่ต่างกัน ด้วยสมมติฐานที่เชื่อว่าเมล็ดกาแฟแต่ละตัวอาจต้องการแรงดันการคั้นต่างกันไป ดุจเดียวกับการคั้นที่อุณหภูมิต่างกัน ย่อมให้รสชาติที่ต่างกันไป

ดังนั้นในเครื่องเอสเปรสโซของ reneka เกือบทุกรุ่นจึงออกแบบให้ปั๊มน้ำอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการปรับแต่ง บาริสต้าสามารถปรับได้โดยไม่ต้องถอดฝาเครื่องเพียงแค่เปิดปุ่มเล็กๆ ด้านข้างแล้วใช้ไขควงปรับได้เลย


อย่างเช่นครั้งนี้เราลองทดสอบกาแฟตัวเดียวกัน ที่ความดันหม้อต้มน้ำเท่าเดิม แต่ใช้ความดันปั๊มน้ำเปลี่ยนไป โดยครั้งแรกให้ความดัน 8 บาร์ และครั้งหลังให้ความดัน 11 บาร์ แล้วทำการชิมทดสอบเปรียบเทียบกัน

กาแฟที่ใช้เป็นกาแฟ old crop จากเชียงราย ที่เมล็ดเริ่ม fade แล้ว คั่วถึงเพิ่งเริ่มแคร็กครั้งที่สอง ผลที่ได้คือที่ความดันปั๊มน้ำ 8 บาร์ให้รสชาตินุ่มนวล บอดี้กลางๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ในขณะที่ความดัน 11 บาร์จะให้บอดี้มากขึ้นชัดเจน อซิดิตี้ออกมามากขึ้น แต่ defect ที่ซ่อนอยู่ก็ถูกขับออกมาด้วย ให้รสชาติติดคอมากกว่า แต่เป็นรสชาติที่ไม่ค่อยดีนัก สำหรับกาแฟตัวนี้น่าจะลองที่ความดันประมาณ 9 บาร์อีกสักครั้ง อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสองถ้วยนี้

8.6.07

เครื่องเอสเปรสโซ



จากความเดิมตอนที่แล้ว เนื่องจากการชงแบบเอสเปรสโซนั้นใช้ความดันในการคั้นสูงมาก จึงต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์มากกว่า สลับซับซ้อนกว่าการชงกาแฟวิธีอื่นๆ ทั้งหมด โดยระบบของเครื่องเอสเปรสโซที่นิยมใช้กันมานานและยังแพร่หลายอยู่ในขณะนี้คือ "ระบบแลกเปลี่ยนความร้อน" หรือ "Heat Exchanger" โดยการทำงานสามารถอธิบายได้แบบง่ายๆ ตามไดอะแกรมด้านบนนี้ (จาก chriscoffee.com) คือ ทุกครั้งที่เรากดปุ่มเพื่อชงกาแฟ ปั๊มน้ำจะดูดน้ำจากแหล่งจ่ายน้ำเข้ามา ถูกส่งผ่าน over pressure valve เข้าไปใน boiler หากมีความดันเกินน้ำบางส่วนจะถูกปล่อยออกจาก over pressure valve ขณะที่น้ำกำลังเดินทางผ่านเข้าไปในหม้อต้มน้ำ น้ำที่เย็นอยู่นี้จะรับความร้อนจนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นมาถึงประมาณ 90 องศาเซลเซียส และผ่านวาล์วสามทาง (three way valve) เข้าไปสู่หัวชงกาแฟ โดยแรงดันของน้ำตลอดเส้นทางดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 8.5 บาร์


ด้วยวิธีการของระบบแลกเปลี่ยนความร้อนนี้ จะสังเกตว่าในหม้อต้มน้ำจะมีไอน้ำสำหรับทำโฟมนม และน้ำร้อนสำหรับชงชา โดยสามารถนำออกมาใช้และชงกาแฟไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน การทำความเข้าใจกับไดอะแกรมข้างต้นถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นประโยชน์มากสำหรับบาริสต้าโดยทั่วไป เนื่องจากจะทำให้เข้าใจการทำงานของเครื่องในภาพรวม และทำให้สามารถค้นหาสาเหตุของข้อบกพร่องในการชงกาแฟที่อาจเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น หากหลังจากดึง shot กาแฟลงมาในถ้วยแล้วพบว่ากากกาแฟเปียกแฉะไม่จับตัวเป็นก้อนสวยงาม สาเหตุอาจเกิดได้จากหลายจุด เช่นกาแฟบดละเอียดเกินไป อุณหภูมิของน้ำไม่สูงพอ หรือวาล์วสามทางมีความผิดปกติ หากบาริสต้าพอมีความเข้าใจกลไกของเครื่องเอสเปรสโซอยู่บ้างจะทำให้สามารถสืบหาสาเหตุ และแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด


แม้ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนแบบนี้จะเป็นเทคโนโลยีเก่าที่ใช้กันในโลกของเครื่องเอสเปรสโซมาเป็นเวลานาน แต่ผู้ผลิตชั้นนำหลายๆ รายยังคงเลือกใช้ระบบเดิมอยู่ด้วยเชื่อว่า การใช้น้ำที่สดใหม่ทุกครั้งที่ชงกาแฟจะทำให้เอสเปรสโซอร่อยลื่นคอกว่าการใช้น้ำที่ถูกต้มแล้วต้มเล่า หากพยายามพัฒนาปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยมา โดยใช้เทคโนโลยีและการออกแบบเข้าช่วย อย่างเช่นการออกแบบระบบแลกเปลี่ยนความร้อนของ reneka จะใช้หม้อต้มน้ำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ เพื่อวางกระบอกแลกเปลี่ยนความร้อนในแนวนอนส่งน้ำตรงเข้าหัวกรุ๊ปโดยหัวกรุ๊ปเชื่อมติดกับหม้อต้มน้ำ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนได้รวดเร็ว และอุณภูมิของน้ำชงกาแฟมีความสม่ำเสมอมากขึ้น espresso shot ที่ได้ยอดเยี่ยมสม่ำเสมอไม่ว่าจะใช้งานหนักหรือเบา ถือเป็นความพยายามและความชาญฉลาดในการออกแบบอย่างน่าสนใจ

15.5.07

อะไรกัน..เอสเปรสโซ

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา P&F ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเอสเปรสโซไว้หลายชิ้นหวังเพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้สนใจทั่วไป แต่ใน training class ของเรา กลับพบว่าผู้เข้าอบรมโดยส่วนใหญ่ยังเข้าใจเอสเปรสโซไม่มากนัก เมื่อให้อธิบายว่าเข้าใจอย่างไร โดยมากจะบอกว่าถ้าพูดถึงเอสเปรสโซ ก็จะนึกถึงกาแฟเข้มๆ ปริมาณน้อยๆ ซึ่งเกือบทั้งร้อยไม่เคยสั่งเครื่องดื่มรายการนี้เลยแม้สักครั้งเดียว เราจึงต้องกลับมาพูดอีกครั้งให้กระชับเข้าใจง่ายๆ ว่า เอสเปรสโซนั้น แท้จริงแล้วคือวิธีการชงกาแฟวิธีหนึ่งในบรรดาวิธีชงอันหลากหลาย เราอาจนึกถึงกาแฟโบราณที่ชงโดยใช้ถุงกรองแยกกาก เราอาจนึกถึงหม้อต้มการแฟแบบ filter ที่ทั่วไปนิยมใช้ในสำนักงาน เราอาจนึกถึงกระดาษกรองและปล่อยให้น้ำกาแฟค่อยๆ หยดลงในถ้วยซึ่งเราสามารถชงดื่มได้ในบ้าน และยังมีวิธีอีกมากมายกล่าวไม่หมด ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีหรือกระบวนการในการชงกาแฟทั้งสิ้น วิธีแบบเอสเปรสโซก็เป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีนั้น จะต่างจากวิธีอื่นตรงที่ "ใช้ความดันของน้ำร้อนอัดผ่านกาแฟที่บดละเอียด" (เป็นความดันของน้ำไม่ใช่ความดันของไอน้ำอย่างที่หลายคนเข้าใจ) โดยความดันที่ใช้นั้นสูงถึง 8.5 บาร์ ดันน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 90 องศาเซลเซียส ผ่านกาแฟบดละเอียดปริมาณ 7 กรัม ภายในเวลาประมาณ 30 วินาทีจะได้น้ำกาแฟที่เข้มข้นหอมอร่อยพิศดารปริมาณพอแค่ 3 อึกคือ เพียง 1 ออนซ์เท่านั้น ว่ากันว่าเป็นวิธีชงกาแฟที่สามารณคั้นรสชาติกาแฟออกมาได้มากที่สุดจากกาแฟปริมาณน้อยที่สุด บางคนถึงกับยกให้เป็นวิธีชงกาแฟที่ดีที่สุดในยุคนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถอธิบายคำว่าเอสเปรสโซได้แบบสั้นๆ ก็เพราะ เอสเปรสโซได้กลายมาเป็นวิถีชิวิต เป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย จากน้ำกาแฟเพียง 1 ออนซ์ที่ได้มานั้นเรายังเรียกมันว่า "เอสเปรสโซ" เช่นกัน เมื่อนำมันไปผสมกับนมหรือส่วนผสมอื่นๆ จึงเกิดเป็นรายการเครื่องดื่มหลากหลาย ที่ได้ยินคุ้นหูขึ้นเรื่อยๆ อย่าง อเมริกาโน่ แคปปูชิโน่ กาแฟลาเต้ กาแฟม่อคค่า ซึ่งล้วนถือเป็นเครื่องดื่มในตระกูลเครื่องดื่มเอสเปรสโซทั้งสิ้น บาร์กาแฟที่ให้บริการเครื่องดื่มแบบนี้ได้รับความนิยมแพร่ระบาดไปทั่วแผ่นดินประเทศอิตาลี และเริ่มมากขึ้นในนานาประเทศรวมทั้งเมืองไทยของเรา หากการเข้ามาของเอสเปรสในบ้านเราอาจมีการประยุกต์ให้ถูกปากถูกคอคนไทยมากขึ้น จึงเป็นว่าเอสเปรสโซถูกนำไปผสมปรุงแต่งกับนมข้นหวานตามสูตรต่างๆ เกิดเป็น "กาแฟเย็น" แบบใหม่รสชาติถึงใจกว่าเดิม ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการชงขายกันนั้น หากอยากได้กาแฟเย็นแบบใหม่นี้หลายคนยังต้องให้แน่ใจว่าเป็น "กาแฟสด" นะ จะได้ไม่ผิดหวัง