20.9.07

Metro Paris



คนที่มาลุยต่างแดนคนเดียวในที่ที่ไม่คุ้น มีข้อแนะนำสำหรับสาวๆ หากไม่รู้ทาง หรือต้องการถามทางที่จะไป กรุณาเลือกคนที่จะถามสักนิด ยิ่งเมืองที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วโลก ย่อมมีคนดีไม่ดีปะปนไป คนฝรั่งเศสด้วยกันยังเตือนถึงข้อนี้ ควรเลือกถามผู้หญิงที่มีอายุหน่อย หรือเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงาน จะดีที่สุด หรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสถานที่นั้นๆ ยิ่งดี

มาถึงกรุงปารีส สิ่งที่ต้องเรียนรู้ให้เร็วที่สุดเห็นจะเป็นวิธีใช้รถไฟใต้ดิน หรือที่ Le Metro หากเข้าใจแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตมันง่ายขึ้นเยอะ ไม่อย่างนั้นต้องลากสัมภาระอันหนักอึ้ง ขึ้นลงบันได เดี๋ยวขึ้นเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวลง เลี้ยวขวา ให้รู้สึกว่าอยากเอาของในกระเป๋าทิ้งออกไปบ้างเลยล่ะ

วันนี้เรามาศึกษาวิธีใช้รถไฟใต้ดินกันดีกว่า เริ่มจาก ต้องมีแผนที่เส้นทางเดินรถก่อน สามารถหาได้ง่ายๆ จากหลายที่เช่น เคาน์เตอร์ในโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึก สถานีรถไฟ เป็นต้น เก็บไว้เป็นอาวุธคู่กายก็ว่าได้
จากรูปจะเห็น M ในวงกลมต่อด้วยตัวเลขต่างๆ ในวงกลม คือเส้นทางจะไปหยุดที่ไหนบ้าง เราก็พิจารณาไปว่า เราต้องการไปสถานีไหน ถามเจ้าหน้าที่ได้ว่า สมมุติเราจะไปพิพิธภัณฑ์ ลูฟว์ จะไปลงที่สถานีไหน เค๊าก็จะบอกว่าจากนี่ไปลงที่นั่น ต่อด้วยสายนั้น แล้วไปลงตรงโน้น เสร็จแล้วต่อสายโน้น ไปสายนี้ ฟังแล้วดูน่าสนุก พอไปผจญภัยเอง สนุกกว่าที่คิดอีกแน่ะ สังเกตให้ดีว่าเราอยู่สถานีไหน ดูที่บรรทัดบนสุด แล้วจะไปไหนดูป้ายที่ติดไว้ตรงทางแยก แล้วไปตามป้ายนั่นแหละ บางสถานีต้องลงไปใต้ดินหลายชั้น เลี้ยวซ้ายบ้าง เลี้ยวขวาบ้าง ก็ไม่ต้องท้อ หลงซัก 3 ครั้งก็คล่องแล้ว อ้อ ลืมไป เตรียมเศษเหรียญให้พร้อมล่ะ ทุกที่ที่จะไปราคาเดียวกันหมด ราคาตั๋วเที่ยวเดียวจะอยู่ที่ 1.4 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 65 บาท ดูแล้วถูกมากเพราะผู้เขียนนำไปเทียบกับน้ำเปล่าที่ขายตามริมทางเดินทุกที่ไม่มีต่ำกว่า 2 ยูโรเลย ถ้ารู้ว่าชีวิตจะอยู่ใต้ดินมากกว่าควรซื้อตั๋วเหมาเป็นวัน จริงแล้วถ้าธุระไม่มากเดินเท้าจะดีกว่า เพราะได้สัมผัสชีวิตผู้คนแบบใกล้ชิด และจะทำให้เราเก็บบรรยากาศมาฝากเพื่อนได้มากกว่าอยู่แต่ใต้ดินนะคะ

ส่วนในวงกลมที่มีตัวอักษรแบบอื่น เช่น RER ก็จะหมายถึงพาหนะแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถไฟใต้ดิน อาจจะเป็นรถไฟธรรมดา หรือ รถไฟด่วน หรือ รถราง ก็ได้ นึกชมคนออกแบบผังเมืองและผังการคมนาคมที่นี่ว่าออกแบบได้สุดยอดล้ำลึกเหลือคณา ผู้รับผิดชอบด้านนี้ในบ้านเราน่าจะได้ไปศึกษาอย่างจริงจังแล้วนำมาปรับแก้บ้างนิ ที่ต้องสังเกตอีกอย่างคือ รถไฟบางขบวนมันเก่ามากแล้ว อะไรที่มันเคยอัตโนมัติ บางทีมันก็เกเรเอาดื้อๆ เช่นประตูเป็นต้น หากมันไม่เปิดเอง ก็รีบๆกดคันโยกลงให้มันเปิด ที่ต้องรีบเพราะแต่ละขบวนมีเวลาจอดไม่เกิน 2 นาที ฉะนั้นอย่ายืนงงนานเกิน 1 นาทีเดี๋ยวจะลงไม่มัน ไม่มีใครมาคอยช่วยหรอกค่ะ ต้องช่วยตัวเอง และหากขบวนไหนแน่นมาก เค๊าห้ามใช้ที่นั่งริมประตู แม้ว่าจะนั่งมาหลายสถานีแล้วก็ตามหากยังไม่ถึงที่หมายแต่บังเอิญคนดันแห่กันเข้ามาต้องรีบยืนขึ้น



มีอีกเรื่องให้สังเกต เผื่อจะได้มีเวลาชมเมืองเยอะขึ้นไม่ต้องเสียเวลาหา ผู้เขียนได้ถ่ายรูปลักษณะทางเข้า Metro ไว้บ้างหลายๆแบบ เพราะมันจะไม่เหมือนกันไปซะหมด ถ้าเห็นคำว่า Metro หรือ สัญญลักษณ์อย่างในรูปก็ใช่เลยลุย......



11-07-2007

18.9.07

กระแสจตุคาม

ตั้งแต่ปลายปี 49 จวบจนใกล้ปลายปี 50 นี้ ทุกคนคงจะเห็นพ้องต้องกันว่า องค์จตุคามรามเทพ ท่านแรงสุดๆ เผื่อแผ่สะพัดไปจนหลายธุรกิจได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้าง เกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้าง ที่ไม่เกี่ยวก็เอามาจนเกี่ยวจนได้ แต่ละไอเดียสุดแสนจะงัดกันออกมาแข่ง นี่ก็เพิ่งแว่วว่าจตุคามบางรุ่น ทำพิธีกัน 3 ภพเลยทั้งน้ำ ทั้งบก และบนฟ้า หรือล่าสุดนี่เลยเอาซากศพทารกที่ญาติโยมมาฝาก "ฝัง" ไว้ที่วัดเอามาทำมวลสาร คนแห่แย่งกันแทบไม่เชื่อว่าคนไทยจะเป็นกันขนาดนี้ ......เอ้า....เปลี่ยนเรื่องดีกว่า.......


มาเยือนนครศรีธรรมราชวันนี้ ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยแผ่นป้ายโฆษณาจตุคามรุ่นต่างๆลานตาไปหมด ตึกรามร้านรวงต่างๆ ทำธุรกิจเกี่ยวกับองค์จตุคาม ทั้งรับบดมวลสาร ศูนย์รับแลกเปลี่ยน ศูนย์กระจายองค์เทพ นึกไม่ออกเลยว่าตึกเหล่านี้เคยประกอบกิจการใดกันมาบ้าง

ในเมื่อมาถึงถิ่นจตุคามแล้ว ขอถือโอกาสแวะไปนมัสการ วัดมหาธาตุวรวิหาร โดยลูกค้าท่านหนึ่งของพี แอนด์ เอฟ อาสาพาชมเมือง เล่าว่าบันไดหน้ามหาวิหารชำรุดแล้ว จากการที่มหาชนแห่กันเข้าไปร่วมพิธีปลุกเสกจตุคามรุ่นแล้วรุ่นเล่า กระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องขึงเชือกไว้พร้อมติดป้ายห้ามขึ้นเพราะเกรงว่าบันไดจะทรุดไปกว่านี้

ที่วัดแห่งนี้มีระฆังที่ไม่มีไม้ให้ตี สืบเนื่องจากทางวัดต้องการเชื้อเชิญผู้มาเยือนพิสูจน์บุญกัน ใช้มือลูบให้เกิดเสียง นัยว่าบางท่านบุญหนักเสียงจะดังกังวานลั่นวัดเชียว แต่ถ้าใครบุญน้อยก็จะไม่มีเสียง จากนั้นก็แวบมาชมกระดูกปลาวาฬอายุหลายหมื่นหลายแสนฝน เห็นแล้วสะท้อนใจที่คนมือบอน ละเลงชื่อโคตรเง่าเหล่ากอไว้เต็มไปหมด ทั้งๆที่มีป้าย "ห้ามเขียนลงบนกระดูกปลาวาฬ" ชัดเจนออกอย่างนั้น

....ใครที่เป็นลูกหลานนครศรีธรรมราช เขียนมาเล่าให้ฟังกันบ้าง ว่าแนวโน้มจาตุคามที่แรงจัดอย่างนี้ ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และคนที่นั่นมองอนาคตอย่างไรกันบ้าง เผื่อบางทีคนจรอย่างเรามีเวลาอยู่ที่นั่นไม่กี่ชั่วโมง อาจมองสิ่งใดผิดไปก็ได้ ...............















9.9.07

โครงการหลวงเฉลิมพระชนมายุ 80 พรรษา

พี แอนด์ เอฟ คอฟฟี่ ได้โอกาสมีส่วนร่วมในงาน "โครงการหลวง เฉลิมพระชนมายุ 80 พรรษา" ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างหลายๆ โครงการในพระราชดำริ อาทิ มูลนิธิโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโครงการส่วนพระองค์ในหลายโครงการ เหล่าบรรดาพสกนิกร จะได้สัมผัสพระอัจฉริยภาพแห่งองค์เหนือเกล้าของชาวไทย งานนี้ได้จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 4-9 กันยายน ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ถ.พระรามที่ 1 โดยงานจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ Atrium Zone มีพื้นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่สวยงาม ส่วนที่สองคือ Eden Zone ร่วมกันชื่นชมภาพถ่ายตามรอยพระยุคลบาท ที่พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารต่างๆทั่วไทย ใน The Royal Exhibition จากนั้นสนุกสนานในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ประดิษฐ์จากดอกไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง หากท่านใดสนใจเรื่องอาหารการกิน ก็เชิญที่ ส่วนที่สามของงานคือ Forum Zone ท่านจะได้ลิ้มรสอาหารฝีมือพ่อครัวเอกจากโรงแรมระดับ 5 ดาว ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ของกาแฟโครงการหลวง ในงานนี้ พี แอนด์ เอฟ คอฟฟี่ ได้รับเลือกให้นำเครื่องชงกาแฟ Reneka บริการกาแฟแด่ผู้มาเที่ยวชมงาน ในโอกาสนี้แว่วว่า "กาแฟดอยคำ" (ทางการค้าเดิม) ได้เปลี่ยนรูปโฉมใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น ด้วยเฉดสีที่ดูสดใส และเริ่มเปลี่ยนชื่อเป็น "กาแฟโครงการหลวง" ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชมงานในเช้าของวันแรกเห็นหลายบูธน่าสนใจ อดภูมิใจในความเป็นไทยไม่ได้ ของดีๆ ของไทยยังมีอยู่มากมาย ที่หลายชาติแอบอิจฉาอยู่ในใจ ที่ภูมิใจที่สุดเพราะเรามีองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ และประเทศเรายังคงมีความอุดมสมบูรณ์ เหลือก็แต่เพียงดึงสิ่งที่มีและนำออกมาเสนอสิ่งที่ดีนั้นออกสู่สายตาชาวโลกด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของไทยเท่านั้น

26.8.07

Select by degree of roast

การเลือกซื้อเลือกใช้เมล็ดกาแฟอาจเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1.ซื้อเพื่อนำมาชงดื่มเอง 2.ซื้อเพื่อนำมาชงจำหน่าย มือใหม่หลายคนที่อยากได้แนวคิดในการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟแบบง่ายๆ สั้นๆ คงต้องทำความเข้าใจกับระดับการคั่วกาแฟไว้บ้างในเบื้องต้น

P&F แบ่งกลุ่มระดับการคั่วที่มีอยู่ในตลาดกาแฟเป็น 4 กลุ่มคือ อ่อน กลาง เข้ม และไหม้ตามลำดับ ซึ่งมีข้อสังเกตง่ายๆ ไว้เป็นพื้นฐานดังนี้
1.ระดับคั่วอ่อน เมล็ดสีอบเชย ผิวเมล็ดแห้ง หอมกาแฟ รสชาติอ่อน เปรี้ยวชัด คาเฟอีนสูง
2.ระดับคั่วกลาง เมล็ดสีน้ำตาลเข้มขึ้น ผิวเมล็ดยังแห้งหรือออกมันนิดๆ ยังหอมกาแฟแต่กลิ่นเข้มขึ้น กรุ่นมากขึ้น รสชาติเต็มขึ้น เปรี้ยวน้อยลง ความขมเล็กน้อย คาเฟอีนลดลง
3.ระดับคั่วเข้ม เมล็ดน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ ผิวเมล็ดออกมัน หอมกาแฟน้อยลงแต่มีกลิ่นอบอวลหรือกลิ่นควันปนเข้ามา แทบไม่รู้รสเปรี้ยวแล้ว มีความขมชัดเจน คาเฟอีนเหลือน้อยมาก
4.ระดับคั่วไหม้ มี 2 แบบคือ ไหม้ทั้งเมล็ด หรือไหม้บางส่วน หากไหม้ทั้งเมล็ด เมล็ดจะมีสีดำเข้ม ไม่มีกลิ่นหอมกาแฟ แต่กลิ่นควันอบอวล ให้รสชาติขมไหม้ คาเฟอีนไม่เหลือแล้ว และหากเป็นแบบไหม้บางส่วน เมล็ดอาจมีเข้มหรือสีอ่อนก็ได้ แต่เมื่อชงออกมาจะได้รสขมไหม้และกลิ่นควันปนออกมามาก

สำหรับการตัดสินใจว่าจะเลือกระดับใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ แล้วแต่รสนิยมและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่นระดับคั่วอ่อนนิยมชงแบบตกตะกอนหรือ steeping เพื่อสัมผัสรสชาติของกาแฟที่ติดตัวมาจากแหล่งปลูก เป็นที่ใช้กันกว้างขวางในหมู่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ค้ากาแฟดิบมืออาชีพ ระดับคั่วกลางนิยมนำมาชงในแบบเอสเปรสโซจะทำให้รสชาติกลมกล่อมและไม่เปรี้ยวเกินไป ส่วนระดับคั่วเข้มนั้นนิยมนำมาชงแบบเอสเปรสโซเพื่อใช้ในเมนูที่ต้องผสมนม และระดับคั่วไหม้ยังอาจเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟเย็นใส่นมข้น

ทั้งนี้การเลือกซื้อเลือกใช้เมล็ดกาแฟคงต้องใช้ระดับการคั่วนี้เป็นแนวคิดกว้างๆ แต่ที่สุดแล้วเราต้องนำเมล็ดกาแฟที่สนใจนั้นมาทดลองใช้งานและชิม เพื่อเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ในที่สุด

18.7.07

grinder is essential

ในหลัก 4 M ที่เป็นหัวใจของการทำ italian espresso ที่ดี M ตัวหนึ่งในนั้นคือ macina dosatori หรือเครื่องบดนั่นเอง เนื่องจากการคั้นกาแฟแบบเอสเปรสโซเราต้องการกาแฟที่บดละเอียดมาก หากเครื่องบดไม่ได้ถูกออกแบบหรือถูกผลิตมาเป็นอย่างดีแล้ว คุณภาพของกาแฟในถ้วยจะไม่สามารถแสดงความอร่อยมหัศจรรย์ออกมาได้เลย

P&F COFFEE ได้เลือกจำหน่ายเครื่องบด eureka ที่ผลิตจากฟิเรนเซ่ อิตาลี หลายคนอาจไม่คุ้นหูมาก่อน หากแท้ที่จริงแล้ว eureka เป็นผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญการผลิตเครื่องบดสำหรับเอสเปรสโซมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งภายใต้แบรนด์ eureka เอง รวมถึงภายใต้ตราสินค้าอื่น ในตลาดเมืองไทยเราอาจเห็นภายใต้ยี่ห้อ Nuova Simoneli ซึ่งอาจมีรายละเอียดของงานหรือ specification ที่ต่างไปบ้างเพื่อทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง แต่ eureka มิได้ทำได้แต่เพียงเรื่องลดต้นทุนเท่านั้น หากเราต้องการยอดเครื่องบดโดยไม่เกี่ยงต้นทุน eureka ก็สามารถผลิตให้ได้ ดังจะเห็นได้จากการผลิตให้ La Marzocco ยอดเครื่องเอสเปรสโซเพื่อนร่วมเมืองเดียวกัน เพื่อใช้เป็น sponsor ในการแข่งขัน world barista championship เมื่อปี 2004 ที่ Trieste ถิ่นเกิดของเอสเปรสโซ

La Marzocco เลือกใช้รุ่น MDL จาก eureka ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ใบมีดแบบ conic หรือแบบกรวย ให้อนุภาคของกาแฟบดสม่ำเสมอ บวกกับการปรับแบบ stepless โดยใช้ knob ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้ง่ายต่อการปรับความหยาบละเอียดของผงกาแฟ

โดยปกติแล้วในการแข่งขันระบบของ WBC จะอนุญาติให้ผู้แข่งสามารถนำเครื่องบดมาเองได้ หากไม่ต้องการใช้เครื่องที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ และสามารถใช้เครื่องบดได้ไม่เกิน 2 ตัว นอกจากนี้ผู้แข่งขันสามารถใช้เมล็ดกาแฟต่างกันได้ในแต่ละ catagory คือเอสเปรสโซ แคปปูชิโน่ และsignature drinks(แต่ catagory เดียวกันต้องใช้เมล็ดกาแฟตัวเดียวกัน) แต่จะเห็นว่าที่ผ่านมานั้น barista นิยมใช้เมล็ดตัวเดียว และเครื่องบดเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น อาจเพราะสะดวกสบายกว่าและไม่ยุ่งยาก

อย่างไรก็ตามในปี 2004 นั้นชัยชนะตกเป็นของบาริสต้าที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามนาม Tim Wendelboe โดยเขาได้ให้ความวางใจเลือกใช้ eureka ที่ผู้จัดการแข่งขันเตรียมไว้ให้ถึง 2 เครื่อง เพื่อเตรียมเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมทั้ง 12 ถ้วยกวาดคะแนนไปอย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นการแสดงที่ทำให้เห็นว่าการทำกาแฟเอสเปรสโซนั้นเป็นศิลปะขั้นสูงอย่างแท้จริง ภาพเหล่านั้นยังติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้บาริสต้ารุ่นต่อมาอีกมากมาย

5.7.07

reneka LC

ใน product range ของ reneka นั้น รุ่น LC ถูกวางไว้สำหรับคนที่มองหาเครื่องที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ หรือ simple and efficient โดยออกแบบให้ไม่พึ่งพาอิเลคทรอนิคส์ หรือกลไลที่ซับซ้อนมากนัก แต่สามารถผลิตกาแฟที่คุณภาพสูงสุดได้เสมอ
LC ถูกปรับปรุงโฉมครั้งล่าสุดเมื่อกลางปี 2006 เป็นที่ถูกอกถูกใจใครหลายคน โดยเฉพาะตัวสีแดง ferrari ให้ความรู้สึกเร้าใจแฝงความสุขุมคลาสสิคสไตล์อิตาเลี่ยน
สำหรับผู้ที่สนใจโทรนัดเพื่อทดสอบเครื่องได้ที่ 0867892699

3.7.07

pump pressure profiling


โดยทั่วไปการชงเครื่องดื่มจำพวกชาหรือกาแฟ "อุณหภูมิ" ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการสกัดคั้นรสชาติออกมา แต่ถ้าพูดถึงการชงด้วยเครื่องเอสเปรสโซซึ่งต้องใช้แรงดันของน้ำสูงมากๆ นอกจากอุณหภูมิในการคั้นแล้ว "ความดัน" ของน้ำยังเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
หากดูตามตำราเอสเปรสโซ ความดันของน้ำจะแนะนำให้ใช้อยู่ช่วงประมาณ 8.5 ถึง 9 บาร์ ซึ่งตามปกติโรงงานผู้ผลิตเครื่องจะปรับตั้งมาเป็นอย่างดี และผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องปรับอะไรอีก แต่สำหรับบาริสต้าที่คาดหวังคุณภาพสูงสุดยังอาจพยายามหาความแตกต่างของรสชาติ จากความดันการคั้นที่ต่างกัน ด้วยสมมติฐานที่เชื่อว่าเมล็ดกาแฟแต่ละตัวอาจต้องการแรงดันการคั้นต่างกันไป ดุจเดียวกับการคั้นที่อุณหภูมิต่างกัน ย่อมให้รสชาติที่ต่างกันไป

ดังนั้นในเครื่องเอสเปรสโซของ reneka เกือบทุกรุ่นจึงออกแบบให้ปั๊มน้ำอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการปรับแต่ง บาริสต้าสามารถปรับได้โดยไม่ต้องถอดฝาเครื่องเพียงแค่เปิดปุ่มเล็กๆ ด้านข้างแล้วใช้ไขควงปรับได้เลย


อย่างเช่นครั้งนี้เราลองทดสอบกาแฟตัวเดียวกัน ที่ความดันหม้อต้มน้ำเท่าเดิม แต่ใช้ความดันปั๊มน้ำเปลี่ยนไป โดยครั้งแรกให้ความดัน 8 บาร์ และครั้งหลังให้ความดัน 11 บาร์ แล้วทำการชิมทดสอบเปรียบเทียบกัน

กาแฟที่ใช้เป็นกาแฟ old crop จากเชียงราย ที่เมล็ดเริ่ม fade แล้ว คั่วถึงเพิ่งเริ่มแคร็กครั้งที่สอง ผลที่ได้คือที่ความดันปั๊มน้ำ 8 บาร์ให้รสชาตินุ่มนวล บอดี้กลางๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ในขณะที่ความดัน 11 บาร์จะให้บอดี้มากขึ้นชัดเจน อซิดิตี้ออกมามากขึ้น แต่ defect ที่ซ่อนอยู่ก็ถูกขับออกมาด้วย ให้รสชาติติดคอมากกว่า แต่เป็นรสชาติที่ไม่ค่อยดีนัก สำหรับกาแฟตัวนี้น่าจะลองที่ความดันประมาณ 9 บาร์อีกสักครั้ง อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสองถ้วยนี้